มั่นใจถึงลั่น..ปิดบัญชี! "อัจฉริยะ"ยันสืบหลักฐานมัดผิดครบ อ้างคำแท็กซี่ชี้ชัดรพ.พระราม 2 บกพร่อง ทำเหยื่อสาดน้ำกรดเสียชีวิต

Publish 2018-11-13 23:45:12



จากกรณีเหตุการณ์ที่นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม พาครอบครัว น.ส.ช่อลัดดา ทาระวัน อายุ 38 ที่ถูกนายคำตัน สามีเอาน้ำกรดสาดที่ใบหน้ามาจากสาเหตุความหึงหวง แล้วได้หลบหนีไป โดยเมื่อคืนวันที่ 10 พฤศจิกายน 2561 โดยนส.ช่อลัดดา ต้องทนพิษบาดแผลให้ ลูกสาววัย 12 ปี พามาทำการรักษายังร.พ.บางมด แต่โชเฟอร์เห็นว่าอาการหนัก จึงนำตัวส่งรักษาร.พ.พระราม 2 แทน ต่อมากลับถูกทางร.พ. ปฏิเสธการรักษา โดยให้ผู้ป่วยให้ขึ้นแท็กซี่ไปรักษาตัวที่รพ.อื่น จนสุดท้ายน.ส.ช่อลัดดา เสียชีวิตในระหว่างทางเดินทางบนรถแท็กซี่นั้น
 



โดยทนายอัจฉริยะ ได้ไลฟ์สด เปิดปมคลี่คลายคดีสาดน้ำกรด กรณีที่ต้องยื่นเอาผิดโรงพยาบาลพระราม 2 ว่า สิ่งที่เกิดขึ้น ที่ต้องนำศพน.ส.ช่อลดา ไปเรียกร้องความเป็นธรรมนั้น เพราะอยากทราบว่า เหตุใดจึงต้องขับไล่ผู้บาดเจ็บ ไปรักษาที่รพ.บางมด พร้อมทั้งมีคำยืนยันจากรพ.บางมดแล้วว่า ผู้บาดเจ็บไม่ได้เสียชีวิตที่รพ. แต่เสียชีวิตบนรถแท็กซี่ ก่อนจะเดินทางมาถึงแล้ว คุณหมอไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ แต่ไร้คุณธรรมมากๆ ไม่ช่วยเหลือคนเจ็บ และร้องเรียนให้มีการปิดรพ. เพื่อตรวจสอบมาตรฐานภายใน 3 วัน พร้อมทั้งจะเรียกเงินค่าเสียหายให้ครอบครัวผู้ตายจำนวน 10 ล้านบาท


ขณะที่น้องก้อง หลานชายของน.ส.ช่อลัดดา ได้ให้สัมภาษณ์กับทีมข่าว Deeps News เล่าถึงเหตุการณ์วันเกิดเหตุว่า นายคำตัน (สามีผู้ตาย) ไม่ได้แค่เอาน้ำกรดสาดเข้าที่ใบหน้าของน้าตนเอง แต่นำน้ำกรดมากรอกปากในตอนที่เผลอหลับ จนทำให้ระบบร่างกายภายใน มีอาการแทบร้อน และอาการหนักกว่าคนที่ถูกสาดน้ำกรด แค่บริเวณผิวภายนอก 

 

 

 


อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : เปิดปมใหม่! หลานชายเล่า "น้าสาว"ไม่ใช่แค่ถูกน้ำกรดสาดจนเสียชีวิต รพ.แถลงเคลียร์สงสัยโดนถล่มปัดรับผิดชอบ
 



ทั้งนี้ทางด้านนพ.ณัฐวุฒิ ประเสริฐสิริพงศ์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้เปิดเผยเพิ่มเติม จากการตรวจสอบข้อร้องเรียนกรณีโรงพยาบาลพระราม 2 ไม่รับรักษาผู้ป่วยถูกสาดน้ำกรดจนเป็นเหตุให้ผู้ป่วยเสียชีวิต สอบสวนข้อเท็จจริงเมื่อวันที่ 12 พ.ย. 2561 ที่ผ่านมา ได้ข้อสรุปว่ามีการกระทำผิดบางเรื่องที่มีอัตราโทษค่อนข้างสูง ซึ่งยังไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นเรื่องอะไรเพราะต้องนำเรื่องนี้เข้าสู่คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงอีกครั้ง 

 


คาดว่าน่าจะภายในสัปดาห์นี้ ก่อนสรุปผลส่งให้พนักงานสอบสวนต่อไป เบื้องต้นคือโทษทั้งจำและปรับ ส่วนใหญ่เป็นการลงโทษผู้ประกอบการฐานไม่กำกับดูแลให้เป็นไปตามมาตรฐานส่วนเรื่องของมาตรฐานสถานพยาบาลนั้นเป็นอีกเรื่อง ซึ่งขณะนี้ได้ส่งเจ้าหน้าที่อีก 1 ชุดลงไปสอบสวนอยู่ว่าสถานพยาบาลเป็นไปตามมาตรฐานหรือไม่ โดยจะดูทั้งเรื่องของเครื่องมือ เรื่องการส่งต่อ ต่างๆ เหล่านี้ทำเป็นมาตรฐานหรือไม่

 


ล่าสุดนายอัจฉริยะ ได้ไลฟ์สดผ่านทางเพจเฟซบุ๊กชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม แถลงตอบโต้ข้อมูลของโรงพยาบาลพระราม 2 ว่าไม่เป็นความจริง และจะเปิดข้อมูลเชิงลึกของรพ.แห่งนี้และอื่นๆ ระบุว่า ปิดบัญชีโรงพยาบาลพระราม 2 และได้เล่าถึงนาทีที่โชเฟอร์แท็กซี่ไปเจอน.ส.ช่อลัดดา และนำส่งโรงพยาบาลบางมด โดยการพูดคุยกับโชเฟอร์แท็กซี่ ว่าคุณช่อลัดดาโดนสามีสาดน้ำกรดใส่ ตั้งแต่หัวจนถึงลำตัว และมีน้ำกรดบางส่วนเข้าไปทางรูจมูก ซึมทะลุหลอดลมและปอด จนมีอาการหนัก พี่แท็กซี่เห็นอาการไม่ดีจึงอยากไปส่งที่โรงพยาบาลใกล้ที่สุด

 

 

จึงเดินทางไปรพ.พระราม 2 แต่เมื่อไปถึงกลับไม่มีเจ้าหน้าที่ด้านหน้า พร้อมยืนยันว่าไม่มีหมออยู่เวรในตอนนั้น  อีกทั้งจากการตรวจสอบไม่ได้มีประสานไปยังรพ.บางมดตามที่ทางรพ.พระราม 2 ได้ชี้แจงตั้งแต่ต้น  แถมขณะนั้นมีรถพยาบาลจอดอยู่ 2 คันก็ไม่ได้ไปส่ง โดยเจ้าหน้าที่เวรเปลยอมรับไม่มีหมออยู่ในที่เกิดเหตุ มีเพียงพยาบาลที่ทำแผลเบื้องต้นให้ แล้วให้คนเจ็บขึ้นแท็กซี่ไปแบบหมดสภาพ ไม่มีเรี่ยวแรงเดิน ที่คนหัวหงอกบอกว่า คุณช่อลัดดาเดินไปขึ้นแท็กซี่ได้ ไม่จริง มีภาพยืนยันได้ และกำลังใช้เป็นหลักฐาน มีผู้ชายเวรเปล และผู้หญิงใส่กระโปรงสีฟ้า ผู้ช่วยพยาบาล พาน้องเตเต้และแม่เขาไปส่งที่รถแท็กซี่ เปิดประตูให้คนเจ็บนั่งข้างหลัง แล้วให้ลูกสาวนั่งหน้ากับคนขับแท็กซี่ 

 

 

 

 

อย่างไรก็ตามทางด้านผลชันสูตรเบื้องต้นจากรพ.ศิริราช ระบุว่าน.ส.ช่อลัดดา เสียชีวิตเพราะระบบหายใจไหลเวียนโลหิตล้มเหลว ซึ่งตรงกับรพ.บางมดแจ้งไว้  หลังจากนี้จะดำเนินการแจ้งความคดีอาญากับผู้บริหาร ที่ปรึกษา และหมอ รพ.พระราม 2 เพราะไม่มีแพทย์ตลอดเวลาทำการของโรงพยาบาล ทำให้ผู้บาดเจ็บไม่ได้รับการช่วยเหลือรักษาและปฏิเสธการรักษาด้วย เข้าข่ายเป็นการกระทำประมาทจนทำให้มีผู้เสียชีวิต

 

 

 

 

นอกจากนี้ยังมีเคสที่มีผู้ใช้บริการโรงพยาบาลดังกล่าว ออกมาให้ข้อมูลว่าต้องสูญเสียหลาน ในวันที่คลอด ซึ่งพยาบาลปล่อยให้คนท้องรถบนรถฉุกเฉินนานเกิน จนสุดท้ายเด็กในท้องเสียชีวิตอีกด้วย  ทำให้โลกโซเชียลต่างวิพากษ์วิจารณ์เรื่องราวดังกล่าวอย่างมาก และรอลุ้นว่าสุดท้ายเรื่องราวนี้จะมีบทลงโทษโรงพยาบาลอย่างไร 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ขอบคุณเฟซบุ๊ก : ชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญกรรม



เรียบเรียงโดย

ฌาวิตรา พัฒนาอารยสกุล