ผลพวงล้มละลาย "รองปลัดยธ." ชี้ "สมรักษ์"ต้องออกราชการ เจ้าตัวยิ้มสู้ชีวิต ยึด"พี่ระ เขาทราย" ตัวอย่างล้มแล้วลุกได้

Publish 2018-09-22 08:52:18



สืบเนื่องจากกรณีที่ สมรักษ์ คำสิงห์ หรือ บาส อดีตนักชกฮีโร่เหรียญทอง โอลิมปิกเกมส์ และ ภรรยา ถูกฟ้องล้มละลาย โดยราชกิจจานุเบกษา ออกประกาศวันที่ 21 กันยายน 2561 เรื่อง ให้พิทักษ์ทรัพย์ของ นางเสาวนีย์ คำสิงห์ จำเลยที่ 1, นายสมรักษ์ คำสิงห์ จำเลยที่ 2 เด็ดขาด ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช 2483  โดยบริษัท บริหารสินทรัพย์ มหานคร จำกัด ได้ยื่นฟ้องต่อศาลล้มละลายกลางขอให้จำเลยทั้งสองล้มละลาย  มีอำนาจจัดการเกี่ยวกับกิจการและทรัพย์สินของจำเลย ตามที่มีการนำเสนอข่าวไปก่อนหน้านั้น

 



เกี่ยวกับเรื่องนี้ ล่าสุด นายธวัชชัย ไทยเขียว รองปลัดกระทรวงยุติธรรม และโฆษกกระทรวงยุติธรรม ได้โพสต์ข้อความแสดงความเห็นต่อเรื่องดังกล่าวผ่านเฟซบุ๊ก ธวัชชัย ไทยเขียว ระบุข้อความว่า "คุณสมรักษ์ คำสิงห์ กรณีถ้าศาลมีคำสั่งเด็ดขาดให้เป็นบุคคลล้มละลายตามข่าว ต้องถูกคำสั่งให้ออกจากราชการด้วย ถ้าปัจจุบันรับราชการทหารเรือยศนาวาเอก แต่ศาลมีคำสั่งเด็ดขาดให้เป็นบุคคลล้มละลายนั้น จะทำให้เป็นบุคคลที่มีคุณสมบัติทั่วไปและมีลักษณะต้องห้าม” ของการรับราชการทหารเรือ ดังนั้น ถ้ายังคุณสมรักษ์ยังอยู่ในราชการ กองทัพเรือต้องมีคำสั่งให้ออกจากราชการต่อไป เนื่องจากเป็นบุคคลที่เข้าข่ายมีลักษณะต้องห้ามดังกล่าวข้างต้น"

 

 

 

 


 



ขณะที่ นายสมรักษ์ เปิดใจว่า เรื่องนี้เป็นคดีเก่าที่ค้างคามาหลายสิบปีแล้ว ตั้งแต่สมัยยังคงชกมวยสมัครเล่นรับใช้ชาติอยู่ สาเหตุมาจากความไม่รู้ไม่เชี่ยวชาญในเรื่องเอกสารต่าง ๆ การทำธุรกิจ สุดท้ายก็เลยกลายเป็นคดียืดเยื้อมาจนถึงปัจจุบัน

 

 

 

“มันเป็นเรื่องเก่า ๆ ที่ผมไปลงทุนเซ็นเอกสาร เรื่องธุรกิจเปิดปั๊มน้ำมัน ให้กับพ่อตาแม่ยายที่จังหวัดชัยภูมิ เมื่อหลายปีก่อน โดยเราไปลงชื่อเซ็นในเอกสาร พอกิจการมันไปไม่รอด ก็เลยขาดทุนกลายเป็นหนี้สิน  สุดท้ายมันก็เลยเป็นหนี้สินลามไปถึงเรื่องบ้านต้องเป็นหนี้ราว ๆ สี่ล้านกว่าบาท แต่อยากให้ดูตัวอย่าง พี่ระ เขาทราย แกแลคซี่ ก็เคยประสบปัญหาแบบนี้มาก่อน สามปีเขาก็ตั้งตัวขึ้นใหม่ได้ ทุกวันนี้ ชีวิตเขาก็มีความสุขเริ่มต้นใหม่ได้ ตัวผมเองก็ยืนยันว่า ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด ผมยังแฮปปี้ดีทุกวันนี้”

 

 

“ก็อยากฝากขอบคุณถึงแฟน ๆ ทุกคนที่เป็นห่วง ตอนนี้ผมมีลูกพี่ มีเจ้านายที่ยินดีช่วยเหลือ ตัวผมเองถึงจะถูกฟ้องล้มละลาย มันก็เป็นหนี้สินเฉพาะตัวผม ตราบใดที่ลูกสาวและลูกชาย ทุกวันนี้ ต่างก็เติบโต และมีงานทำมีรายได้ทั้งวงการบันเทิง รายการทีวี ก็ยังมีรายได้เดือนละแสนกว่าบาท ช่วยเหลือครอบครัวเราให้อยู่ได้ ตัวผมเองก็มีงานละคร งานกิจกรรมต่าง ๆ ก็ยังสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุขครับ” 

 

 

อย่างไรก็ตามสำหรับ  "สมรักษ์ คำสิงห์" ประสบความสำเร็จได้ทั้งแชมป์ประเทศไทยและเหรียญทองกีฬาแห่งชาติ เขาได้เข้าสู่ทีมชาติครั้งแรก ในการแข่งขันโอลิมปิก ที่บาร์เซโลนา ในปี พ.ศ. 2535 สมรักษ์เริ่มมีชื่อเสียงขึ้นมาเป็นครั้งแรก จากการเป็นนักกีฬาไทย ที่ได้เหรียญทองเพียงคนเดียว ในการแข่งขันเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 12 ในปี พ.ศ. 2537 ที่เมืองฮิโรชิมา ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเกือบจะถูกตัดสิทธิ์ เพราะตรวจสมรรถภาพร่างกายไม่ผ่านในครั้งแรก ต่อมา พ.ศ. 2538 สมรักษ์ได้เหรียญทองจากกีฬาซีเกมส์ที่เชียงใหม่ และผ่านการคัดเลือก ไปแข่งกีฬาโอลิมปิกรอบสุดท้ายได้เป็นผลสำเร็จอีกครั้ง 

 

 

สมรักษ์โด่งดังถึงที่สุดในปี พ.ศ. 2539 เมื่อสมรักษ์สามารถคว้าเหรียญทองจากโอลิมปิกมาได้ โดยชนะ เซราฟิม โทโดรอฟ จากบัลแกเรีย ด้วยคะแนน 8-5 เส้นทางสู่ทองประวัติศาสตร์เริ่มจากรอบแรกเอาชนะแดเนี่ยล เซต้า นักชกเปอร์โตริโก 13-2, รอบสอง ชนะฟิลิป เอ็นดู จากแอฟริกาใต้ 12-7, รอบสามหรือรอบก่อนรองชนะ รามาส พาเลียนี่ จากรัสเซีย 13-4 และรอบตัดเชือก สมรักษ์ชนะ พาโบล ชาคอน จากอาร์เจนตินาไปได้ 20-8 และท้ายที่สุดเอาชนะ เซราฟิม โทโดรอฟ จากบัลแกเรียไปได้ ซึ่งก่อนการชกในรอบชิงชนะเลิศ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมารได้พระราชทานกระเช้าผลไม้มายังสมรักษ์ และทีมงานพร้อมทั้งทรงอวยพรให้สมรักษ์ได้รับชัยชนะด้วย 

 

 

โดยการแข่งขันโอลิมปิคในครั้งนี้ สมรักษ์ ใช้ชื่อภาษาอังกฤษว่า "Kamsing Somluck" โดยเจตนาให้มีนัยทางโชคด้วย ซึ่งการคว้าเหรียญทองโอลิมปิกในครั้งนี้ การสื่อสารแห่งประเทศไทย (กสท.) ได้ออกแสตมป์ที่มีรูปการชกรอบชิงชนะเลิศของสมรักษ์ ราคาดวงละ 6 บาท มาด้วย เพื่อเป็นที่ระลึกถึงเหตุการณ์นี้ และทางกองทัพเรือ (ทร.) ต้นสังกัดก็ได้เลื่อนยศให้สมรักษ์ เป็น เรือตรี (ร.ต.) ซึ่งเดิมสมรักษ์มียศเป็น จ่าเอก (จ.อ.) อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน สมรักษ์ คำสิงห์ มียศเป็น นาวาเอก สมรักษ์ คำสิงห์

 

 

ขอบคุณ : ธวัชชัย ไทยเขียว

 

 



เรียบเรียงโดย

นิตติยา บุญตาวัน