เรื่องเพศไม่น่าอาย เปิดวิธีสอนบุตรหลานให้ปลอดภัยจากการ "ถูกคุกคามทางเพศ" สร้างภูมิคุ้มกันยุคพัฒนา

Publish 2018-09-20 11:59:49



    "ความต้องการทางเพศ" อาจไม่ใช่เรื่องที่มีความสลับซับซ้อนนัก หากมองผ่านมุมมองของสัญชาตญาณความเป็นมนุษย์ เพราะสิ่งนี้เป็นเพียงการตอบสนองต่อเจตจำนงค์ของธรรมชาติเพื่อการดำรงอยู่ของเผ่าพันธุ์ ถึงแม้ว่าวิวัฒนาการของมนุษย์จะมอบสติปัญญาที่สูงส่งจนกลายเป็นตัวกำหนดขอบเขตของ "ศีลธรรม" เพื่อการอยู่ร่วมกันเป็นสังคมโดยปกติสุข จนได้ขึ้นชื่อว่าเป็น "สัตว์ประเสริฐ" 

 

    แต่อย่างไรแล้วเป็นความจริงที่ปรากฏชัดว่า มนุษย์บางจำพวกยังหลีกหนีไม่พ้นสภาวะธรรมชาติจนปล่อยให้สัญชาตญาณ "ดิบ" เข้าครอบงำในที่สุด เมื่อมโนธรรมถูกทำลายลงปัญหาอาชญากรรมย่อมก่อเกิดขึ้นในสังคมนั้นๆ โดยเฉพาะปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศหรือการแสดงออกทางเพศที่มีลักษณะคุกคามผู้อื่นกลายเป็นปัญหาที่แก้ไม่ตก

 



    เมื่อพบว่าปัจจุบันอัตราการถูกล่วงละเมิดทางเพศมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ จนพบเห็นได้ไม่เว้นแต่ละวัน และไม่จำกัดวงเฉพาะประชากร "เด็กหญิง" อีกต่อไป เพราะกลุ่ม "เด็กชาย" ก็ประสบปัญหาไม่แตกต่างกัน ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงปฏิสัมพันธ์ทางเพศด้วยการสอดใส่แต่เพียงอย่างเดียว หากยังรวมถึงการสัมผัส หรือการบังคับให้สำเร็จความใคร่ด้วย และที่น่าตกใจกว่านั้นพบว่าส่วนใหญ่กลุ่มที่มีพฤติกรรมทำร้ายเด็กมักเป็นคนใกล้ชิดกับตัวเด็กเอง เช่น ญาติ ครูหรือเพื่อนบ้าน แน่นอนว่าด้วยความไม่ประสาของเด็ก ย่อมเป็นการง่ายที่จะปิดบังเรื่องเลวทรามเหล่านี้ เพราะเด็กบางคนยังไม่รู้ว่าสิ่งที่เขาถูกกระทำคืออะไร หรือการจะขมขู่เด็กเพื่อให้ปิดปากเงียบก็ทำได้ไม่ยากเช่นกัน

 

 


  

 

    บาดแผลทางกายภาพอาจใช้เวลาเยียวยารักษาไม่นานนัก หากแต่ความบอบช้ำที่ฝังลึกในจิตใจหรือความทรงจำที่เลวร้ายอาจส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันในอนาคต จะเป็นการดีกว่าถ้าผู้ปกครองสอนให้บุตรหลานรู้จักภัยทางเพศรวมถึงเรื่องเพศศึกษาเพื่อสร้าง "ภูมิคุ้มกัน" ไม่ให้เกิดเรื่องน่าเศร้าขึ้นกับคนที่ท่านรัก การสอนให้เด็กเรียนรู้เรื่องอวัยวะเพศไม่ใช่เรื่องที่น่าอับอาย แต่ควรสอนอย่างค่อยเป็นค่อยไปอย่างต่อเนื่อง เช่นเริ่มจากอวัยวะส่วนอื่นของร่างกายก่อนเช่น นิ้วมือ นิ้วเท้า ตลอดจนหน้าที่ของของอวัยวะต่างๆ และจึงรวมอวัยวะเพศเข้าไปด้วย

 

    แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการให้ข้อมูลเรื่องเพศศึกษาแก่เด็กควรดูอายุและความเหมาะสมตามวัย เช่น ถ้าลูก 5 ขวบถามว่า ทำไมร่างกายของผู้ชายและผู้หญิงจึงแตกต่างกัน การให้คำตอบที่ถูกต้องคือตอบไปตามหลักความจริงหรือสอดแทรกความรู้เชิงวิทยาศาสตร์เข้าไปด้วย เป็นต้นว่า ร่างกายมีสารพิเศษที่เรียกว่าฮอร์โมนซึ่งเป็นตัวกำหนดให้เป็นเด็กผู้หญิงหรือเด็กผู้ชาย เมื่อเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์เสียงผู้ชายจะทุ้มลงและไหล่จะขยายกว้างขึ้น ส่วนผู้หญิงจะมีอวัยวะเพศหญิงที่แตกต่างกับชาย เมื่อโตขึ้นหน้าอกจะขยาย และสะโพกจะผาย



    เป็นเรื่องธรรมดาที่เด็กจะเกิดอาการสับสนและกรณีเมื่อพบว่าร่างกายของตนมีการเปลี่ยนแปลงเมื่อเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น ผู้ปกครองควรสร้างความเข้าใจด้านพัฒนาการของร่างกายในแต่ละช่วงให้แก่เด็ก เช่นเด็กผู้หญิงอายุ 7 ขวบก็สามารถทำความเข้าใจเรื่อง "ประจำเดือน" ได้แล้ว หรือถ้าเป็นเด็กผู้ชายก็ควรให้เรียนรู้การเปลี่ยนแปลงของร่างกายในช่วงวัยรุ่นรวมถึงการแข็งตัวของอวัยวะเพศชายในตอนที่มีความรู้สึกทางเพศของเด็กผู้ชาย และการ "ฝันเปียก" ควรให้ทำความเข้าใจถึงช่วงเวลาที่เหมาะสมในการมีเพศสัมพันธ์ ระมัดระวังตัวหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ก่อนถึงวัย ทำความเข้าใจถึงประโยชน์ของการรักษาความบริสุทธิ์ไว้กับตัวปัญหาการตั้งครรภ์ รวมถึงโทษจากโรคทางเพศสัมพันธ์ ตลอดจนการเรียนรู้การป้องกันที่ถูกต้อง

 

 

 

    ปัจจุบันมักพบว่าพ่อแม่ มักใช้คำแสลง ในการเรียกหรือตั้งชื่อเล่นให้อวัยวะเพศเช่น ของลับ เหล่านี้ไม่ควรทำเพราะหากใช้คำปกติและจะไม่เขินอายเวลาสนทนาเรื่องนี้กับพ่อแม่ในกรณีที่เป็นเด็กเล็กการสอนให้เรียนรู้ที่จะปกปิดอวัยวะที่ก่อให้เกิดความละอายถือเป็นสิ่งสำคัญประการหนึ่ง อาจเป็นการบอกว่าส่วนไหนบนร่างกายที่พ่อแม่เท่านั้นที่เห็นได้ ถ้าอยู่ในที่สาธารณะต้องมีการใส่เสื้อผ้าปกปิดไม่ให้ใครมาเห็น รวมถึงการสอนให้เด็กรู้จักปฏิเสธและขัดขืน กรณีถ้ามีผู้อื่นมาสัมผัสบริเวณสงวน เช่นหน้าอกหรืออวัยวะเพศ เพราะโดยส่วนใหญ่มักพบว่าผู้ไม่ประสงค์ดีมักทำทีเข้ามาหาเด็กแกมขอร้องอาจมาในรูปแบบของการขอเล่นอวัยวะเพศ หรือเริ่มต้นจากการหอมแก้ม ทางที่ดีผู้ปกครองควรสอนอย่างเด็ดขาดว่าถ้าเกิดเรื่องเหล่านี้ขึ้นให้รีบมาบอกพ่อหรือแม่ทันที 

 

    จงอย่าชะล่าใจว่าบุตรหลานอยู่กับคนที่ไว้ใจได้หรืออยู่ในสถานที่ ที่ปลอดภัยเพราะเหตุการณ์ถูกล่วงละเมิดทางเพศไม่ได้ปรากฏบริเวณที่ลับตาคนแต่เพียงอย่างเดียว แต่เกินครึ่งกลับพบว่าสถานที่ก่อเหตุคือบ้าน โรงเรียน บ้านเพื่อน บ้านญาติหรือแม้กระทั่งวัดก็ยังเคยเกิดขึ้นมาแล้ว อย่างไรก็ตามผู้ปกครองควรตระหนักเสมอว่าการสอนเรื่องเพศศึกษาหรือการป้องกันภัยทางเพศมิใช่เป็นเพียงการยัดเยียด "ความกลัว" ให้แก่เด็ก เพราะถึงแม้ว่าเรื่องเหล่านี้จะเป็นเรื่องที่ดูละเอียดอ่อนในบริบทของสังคมไทยอยู่บ้าง แต่การบูรณาการ การสอนโดยสอดแทรกทัศนคติ คุณธรรมควบคู่กับองค์ความรู้ ย่อมส่งผลให้บุตรหลานของท่านเติบโตขึ้นเป็นประชากรที่มีความรู้ความเข้าใจและภูมิคุ้มกันต่อเรื่องทางเพศได้อย่างแน่นอน

 

 



เรียบเรียงโดย

เอกชัย เรืองฉาย