ลำบากกว่าที่คิด ! เผยความลับ? 2 นักดำน้ำอังกฤษ เผย!! นาทีทำเชือกนำทางหลุดมือ พา 1 ในทีมหมูป่า หลงทางในถ้ำหลวง! (รายละเอียด)

Publish 2018-07-16 21:14:09



นับตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2561 ที่นักฟุตบอลและผู้ช่วยโค้ชทีมหมูป่าอะคาเดมีแม่สาย รวม 13 คน ได้ประสบอันตรายติดอยู่ภายในวนอุทยานถ้ำหลวง ขุนน้ำนางนอน อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย รัฐบาลได้รวบรวมสรรพกำลังเพื่อให้การช่วยเหลืออย่างเต็มกำลังความสามารถ ด้วยการบูรณาการความร่วมมือของทุกฝ่าย ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ประชาชนทั้งชาวไทยและต่างประเทศ ที่ได้ร่วมมือกันเสียสละ อดทน ปฏิบัติภารกิจอย่างเต็มขีดความสามารถด้วยสติปัญญาและความกล้าหาญ ประกอบกับกำลังใจจากทั่วทุกมุมโลก ทุกชาติศาสนาที่ส่งมายังประเทศไทย จนบัดนี้ ภารกิจการค้นหาและกู้ภัยได้สำเร็จลุล่วงลงแล้ว รวมใช้เวลาทั้งสิ้น 17 วัน ส่งผลให้ผู้ประสบภัย ทั้ง 13 คน และหน่วยกู้ภัยประสบความสำเร็จ ออกจากวนอุทยานถ้ำหลวงได้อย่างปลอดภัย

 

 



สืบเนื่องจากกรณีดังกล่าวนั้น นักดำน้ำถ้ำสองคน ที่เป็นคนที่หอบหิ้วเด็กออกมาคือ คริสโตเฟอร์ จีเวลล์ และ เจสัน มัลลินสัน มีไปให้สัมภาษณ์กับ Daily Mail สองคนนี้เป็นนักดำน้ำถ้ำชุดหลัง ที่สภากู้ภัยถ้ำแห่งบริติช ส่งมาช่วย จอห์น โวลันเธน กับ ริค แสตนตัน

หลังจากมาถึง แล้วได้ดำสำรวจเพื่อสร้างความคุ้นเคยกับจุดต่าง ๆ ภายในอุโมงค์น้ำของถ้ำหลวง ก็ได้รับมอบหมายภารกิจดำไปเป็นคู่ ขนข้าวของไปที่จุดที่เด็กอยู่ มีทั้งสมุดบันทึก ที่ไปให้เด็กเขียนจดหมายถึงครอบครัว และต้องไปวัดปริมาณออกซิเจนในอากาศ และปริมาณออกซิเจนในเลือดเด็ก มัลลินสันบอกว่า สภาพอากาศในจุดที่เด็กอยู่น้อยมาก ชนิดที่ขึ้นมาจากน้ำแล้วไปยังเนินดิน ยังรู้สึกหอบ เหมือนอยู่ในที่สูง

การสัมภาษณ์ของสองคนนี้ เป็นการยืนยันแบบที่ โวลันเธน ได้ให้สัมภาษณ์กับทาง BBC Points West ไปก่อนหน้า คือ มีการฝึกซ้อมกับเด็กในท้องถิ่นที่สระว่ายน้ำ มีการระดมพลมาเสริมจากทาง BCRC องค์กรกู้ภัยถ้ำองค์กรอื่นในยุโรป และทีมคุณหมอจากออสเตรเลีย 
การอพยพ ใช้นักดำน้ำหลัก 4 คน คือ จอห์น โวลันเธน, ริค แสตนตัน, คริสโตเฟอร์ จีเวลล์ และ เจสัน มัลลินสัน หิ้วเด็กออกมา ในลักษณะ หนึ่งต่อหนึ่ง ด้านหลังเด็กมีหูหิ้ว (แบบบที่โวแลนเธน เปรียบเทียบก่อนหน้า เหมือนหิัวถุงช็อปปิ้งออกมา) บางจุดก็หิ้วด้านล่างแบบในรูป แต่จุดที่เตี้ย ก็ต้องมาสลับเอามากอดไว้ด้านข่าง หรือบางจุดคือต้องผล้กเอาเฉพาะตัวเด็กให้รอดไปก่อน ส่วนมืออีกข้างหนึ่ง ก็ต้องอาศัยคลำเชือกนำทางไปเรื่อย แล้วยังต้องระวังพวกโขดหิน ที่อาจจะกระแทรกโดนเด็กด้วย ทั้งหมดนี้ ทำงานภายใต้สภาวะที่ทัศนวิสัยที่แย่มาก มองอะไรแทบไม่เห็น แบบที่บางคนเรียกว่า zero visibility (ทัศนวิสัยเป็นศูนย์) กันทีเดียว ขนาดหน้ากากเด็ก ขณะดำ บางทีก็ไม่เห็น แต่ก็ต้องกังวลเรื่องการหายใจของเด็กยังต้องคงเป็นปกติอยู่ตลอดเวลา เลยใช้วิธีทำความคุ้นเคยกับลักษณะการหายใจของเด็ก แล้วอาศัยฟังเสียงจากฟองอากาศที่ออกมาจากท่อด้านข้างหน้ากาก เด็กบางคนก็ออกมาแบบสม่ำเสมอ บางคนออกมา แล้วเว้นช่วงไปนาน สองคนนี้ ลงทุนไม่ใส่ถุงมือ เพราะกลัวว่าจะสูญเสียประสาทสัมผัสเวลาคลำทาง แล้วทำให้เด็กไปชนกับหินได้ ดังนั้นสภาพหลังทำงานเสร็จ คือมือพังเยิน

ระหว่างแต่ละอุโมงค์น้ำ จะมีเนินดิน ที่เป็นจุดที่นักดำน้ำสนับสนุน จะช่่วยกันเรื่อถอดเปลี่ยนใส่ถังอากาศให้เด็ก และตรวจสภาพของเด็ก ก่อนที่จะดำต่อในอุโมงน้ำถัดไป



โดยทางด้าน จีเวลล์ เล่าว่า ในวันที่สามของการอพยพเด็กออก เขาได้รับมอบหมายให้หอบหิ้วเด็กคนที่ลำดับเกือบสุดท้ายออกมา ระหว่างที่ออกจากโถง 4 มายังโถง 3 ดันพลาดทำเชือกนำทางที่คลำอยู่หลุดมือ พยายามหาเท่าไรก็ไม่เห็นเลย สุดท้ายนึกได้ว่าพื้นใต้ล่างจะมีสายไฟอยู่ เลยต้องอาศัยคลำสายไฟแทน ปรากฏว่าสุดท้ายแทนที่จะไปข้างหน้ายังโถง 3 ดันวนกลับมาที่โถง 4 แล้วเห็นมัลลินสันที่รับผิดชอบนำคนสุดท้ายออกมา กำลังจะออกดำต่อ เลยให้มัลลินสันกับเด็กที่ทีแรกจะเป็นคนสุดท้าย ดำออกไปก่อน  จีเวลล์กับเด็กที่เขาดูแลจึงอยู่ที่โถง 4 เพื่อรอหมอแฮร์ริส ที่ดำตามมาท้ายสุดมาถึง แล้วส่งต่อเด็กให้หมอแฮร์ริสนำพาต่อไปข้างหน้า และจีเวลล์มาตามหลัง 

โดยสองคนนี้ มีแอบบ่น ทีมไทย ไม่มีความรู้เรื่องการดำน้ำในถ้าเลย ตั้งแต่ขั้นตอนการปฏิบัติงาน ยันอุปกรณ์ที่ใช้ พวกเขาตกใจมากว่า ขนาดนักดำน้ำถ้้ำที่มีประสบการณ์สูง ทุกครั้งที่ทำงาน จะเตรียมตัวทุกอย่างแบบเผื่อหมด ถังอากาศไม่ต่ำกว่า 2 เรกูเลเตอร์ 2 ไฟส่องทาง 3 แต่เจอนักดำน้ำไทย ลงไปดำโดยมีถ้งอากาศแค่อันเดียว ไม่มีการคิดเผื่อว่ามีอะไรฉุกเฉินเกิดขึ้นใต้น้ำเลย หน่วยซีลไทยที่ไปอยู่กับเด็ก สุดท้ายไม่ได้มีถังอากาศที่จะดำออกมาพอเพียง ทั้ง 4 คน โวลันเธน แสตนตัน จีเวลล์ และมัลลิสัน ที่ปฏิบัติการขนเด็กออกมากันหมดแล้ว ต้องดำกันกลับเข้าไปอีกรอบ เพื่อขนถังอากาศและไฟเข้าไป เพื่อให้หน่วยซีลที่เหลือดำออกมาได้

 

ขอบคุณข้อมูลจาก Sherry Sheradia

 



เรียบเรียงโดย

เอกสิทธิ์ ชูวารี