"ปชต.แบบนี้หรือ-ที่เสื้อแดงถวิลหา"? ลือหึ่ง"พท."จับเครื่องบินพบ"นายใหญ่"ถกชื่อผู้นำพรรคตัวจริง-สะท้อน"ประชาธิปไตยสายพันธุ์ใหม่-มีแต่เปลือก" 

Publish 2018-02-14 14:52:11



 

"ประชาธิปไตยแบบนี้หรือ-ที่เสื้อแดงถวิลหา และเชิดชูว่าเป็นแม่แบบของความสากล" เพราะเมื่อวัน 2 วันก่อน มีข่าวลือหนาหูว่า สมาชิกพรรคเพื่อไทยหลายคน ได้จับเครื่องบินพบ "นายใหญ่ ทักษิณ ชินวัตร" ที่ปักกิ่ง เพื่อหารือถกชื่อผู้นำพรรคตัวจริง หลังมีกระแสข่าวว่า "คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์" ขอถอนตัว เรื่องนี้หากเป็นจริงดังคำเล่าลือ...มันสะท้อนอะไร หากไม่ใช่ "ประชาธิปไตยแบบเปลือกๆ" ที่อำนาจการตัดสินใจอยู่ที่คนเพียงคนเดียว แม้สมาชิกพรรคระดับแกนนำหลายคน...จะออกมาปฏเสธเรื่องนี้เป็นพัลวัน เพราะหวาดผวาว่า...อาจนำมาซึ่งการถูก "ยุบพรรค" ได้ แต่คำแก้ตัวเหล่านั้น...ฟังขึ้นจริงหรือ...เพราะความจริงเชิงประจักษ์ในอดีต...ก็พิสูจน์เรื่องนี้มาแล้วหลายต่อหลายครั้ง


 



พลันที่กระแสข่าว สมาชิกพรรคเพื่อไทยจับเครื่องบินไปพบ "นายใหญ่" ซึ่งเป็นห้วงยามเดียวกับที่ ภาพของทักษิณ และยิ่งลักษณ์โผล่ที่ปักกิ่ง เมื่อวันเสาร์ถูกจุดขึ้นมา ก็ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ตามมาในทันที หลายคนบอกนั่นเป็นความจงใจให้เกิดแรงกระเพื่อมกับม็อบแดงที่กำลังชุมนุมกันอยู่ที่กรุงเทพฯ เะราะ 2 ศรีพี่น้อง โผล่อย่างพอเหมาะพอเจาะในวันเวลาดังกล่าว

 

ขณะที่อีกกระแสหนึ่งกลับมองไปว่า เรื่องนี้มีความนัยอีกประการซ่อนอยู่ นั่นคือมีกระแสข่าวว่า มีแกนนำพรรคเพื่อไทย หลายคนเดินทางไปพบนายทักษิณ และน.ส.ยิ่งลักษณ์ ทันทีที่ทั้งคู่มาพักที่กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีนเพื่อหารือทิศทางของพรรค โดยเฉพาะการวางตัวหัวหน้าพรรค หลังมีกระแสข่าวว่า คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำภาค กทม. แสดงเจตนารมณ์ ไม่รับตำแหน่ง ดังนั้น จึงอาจจะต้องมีการวางตัวบุคคลกันใหม่

 



กระแสข่าวนี้โหมสะพัดอยู่พอสมควร และหากไม่นับข่าวการล่าเสือดำของนายใหญ่แห่งบริษัทยักษ์ใหญ่วงการก่อสร้างอิตาเลี่ยนไทย ก็ถือเป็นข่าวใหญ่ทางการเมือง ขณะเดียวกันก็สะท้อนความจริงบางอย่างออกมาในเวลาเดียวกันอีกด้วย

เพราะหากเป็นเช่นนั้นจริง ความเป็นพรรคประชาธิปไตยที่เพื่อไทยกำลังกล่าวอ้าง-สถาปนาให้ตนเอง ก็ดูเพียงจะเป็นแค่เรื่องลวงโลก-จอมปลอม แน่นอนทางสมาชิกพรรคเพื่อไทยต้องออกมาปฏิเสธเรื่องนี้แน่ เพราะมันทำให้ทางพรรคดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่


ต่อเรื่องนี้ นายชัยเกษม นิติสิริ แกนนำพรรคเพื่อไทยฝ่ายกฎหมาย ได้ออกมาแสดงความเห็นตอนหนึ่งว่า กระแสข่าวเปลี่ยนตัวผู้นำพรรคจากคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เป็นบุคคลอื่น เรื่อง นี้ผู้นำพรรคของเพื่อไทยจะมีความชัดเจนต่อเมื่อมีการเปิดโอกาสให้เลือกตั้งได้นั่นแหล่ะ เมื่อมีการเปิดโอกาสให้พรรคการเมืองประชุมได้ ถึงจะรู้ว่าเป็นอย่างไร สำหรับการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นเมื่อใดนั้น ตนมองว่าต้องเกิด แต่ไม่สามารถทำนายได้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใด เพราะปฏิกิริยาจาก ผู้ครองอำนาจไม่มีความชัดเจน ท่านบอกว่าไม่ได้กำหนดวันเลือกตั้ง หรือโรดแม็ปจะเดินก็ต่อเมื่อกฎหมายเสร็จก็ว่ากันไปเรื่อยๆ เลือกตั้งตอนไหนก็ตอนนั้น 


"เวลานี้ทุกอย่างเปลี่ยนได้ตลอดเวลา เพราะเวลาที่มีการเปลี่ยนแปลงทุกคนที่เกี่ยวข้องกับ คสช.ได้ประโยชน์ ยิ่งอยู่ นานเท่าไร ยิ่งได้ประโยชน์เท่านั้น แต่คนเสียหายคือประชาชนและพรรคการเมือง หากท่าน อยู่ได้ก็อยู่ไป" นายชัยเกษม ระบุ

 

คำกล่าวของชัยเกษม ก็ชัดเจนในตัวเองอยู่แล้วว่า การเลือกหัวหน้าพรรคเพื่อไทยขึ้นอยู่กับแกนนำพรรค และดูจะสอดคล้องกับกระแสข่าวที่ลือกันให้แซ่ดว่า มีแกนนำพรรคบางคนเดินทางไปพบ "นายใหญ่" ที่ปักกิ่ง เพื่อหารือเรื่องนี้...แม้แกนนำพรรคบางคนจะออกมาปฏิเสธในเรื่องดังกล่าว โดยอ้างว่าทักษิณและยิ่งลักษณ์ไม่เกี่ยวข้องกับการเลือกหัวหน้าพรรค


เพราะหวาดผวาว่า...นั่นอาจนำมาซึ่งการ "ยุบพรรคเพื่อไทย" อีกครั้ง เพราะ พ.ร.ป.พรรคการเมือง มาตรา 15 วรรคสาม ระบุเรื่องนี้เอาไว้ชัดว่า "พรรคต้องออกข้อกำหนต่างๆ และต้องเขียนห้ามไว้ด้วยว่า ไม่ให้บุคคลที่ไม่ใช่สมาชิกพรรคควบคุม ครอบงำ หรือชี้นำกิจกรรมของพรรคการเมือง ที่ทำให้พรรคหรือสมาชิกขาดความเป็นอิสระ"

 
ขณะที่มาตรา 28 ก็เขียนไว้ชัดเจนว่า "ห้ามให้พรรค ยินยอมหรือกระทำให้บุคคลที่ไม่ใช่สมาชิกพรรค เข้าควบคุม ครอบงำ ชี้นำ กิจกรรมของพรรคการเมืองลักษณะที่ทำให้พรรคกาารเมืองหรือสมาชิกพรรคขาดความเป็นอิสระ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ส่วนมาตรา 29 ได้กำหนดบทลงโทษ ไว้ด้วยว่า หากใครที่ไม่เป็นสมาชิกพรรคแล้วมาจุ้นจ้านกิจกรรมของพรรคการเมือง ต้องโทษคุก 5-10 ปี ปรับ 1แสน หรือทั้งจำและปรับ รวมถึงต้องถูกตัดสิทธิเลือกตั้ง 5 ปีและพรรคใดที่ทำผิด มีโทษถึงยุบพรรคการเมือง

 

ส่วนด้านนายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย และเปรียบดั่งพ่อบ้านพรรคฯ  ก็รีบออกมาปัดเรื่องนี้เช่นกันว่า เท่าที่ทราบ และตรวจสอบพบว่าอดีตนายกฯ ทุกคนมาปฏิบัติภารกิจส่วนตัว และยังมิได้พบปะและนัดกับผู้ใด ข่าวที่เกิดขึ้นจึงอาจคลาดเคลื่อน ที่สำคัญพรรคยังมีผู้ทำหน้าที่หัวหน้าพรรคตัวจริงตามกฎหมาย และตามความเป็นจริงคือ พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์


...ไม่ต้องบอกก็คงจะเดาได้ว่า เหตุใดคนของนายใหญ่จึงออกมาปฏิเสธเรื่องนี้เป็นพัลวัน เพราะมันมีบทลงโทษ "ยุบพรรค" จ่อคอหอยอยู่รอมร่อ อย่างไรก็ตาม ต่อให้คนของเพื่อไทยออกมาโบ้ย-พาพรรคของตนชิ่งหนีปมร้อนนี้แค่ไหน แต่อย่าลืมว่า "หากไม่มีไฟ มันก็คงไม่มีควันเช่นกัน"  และคำถามที่ยังต้องถามก็คือ...ลักษณาการดำเนินกิจการของพรรคเช่นนี้...มันเป็นประชาธิปไตยที่ตรงไหน...นอกเสียจากมันคือ ..."พรรคของนายทุนที่ชี้นิ้วสั่งทุกอย่างที่ตนเองต้องการ"...และเรื่องนี้ก็เป็นความจริงเชิงประจักษ์ที่ผู้เกาะติดการเมือง...รับรู้กันมานานนักหนาแล้ว

 

แต่ทว่าน่าเศร้าก็ตรงที่...มวลชนเสื้อแดงที่เป็นมวลชนหลักของพวกเขา รวมทั้งนักวิชาการ และเด็กน้อยวัยละอ่อนที่สวมชุดนักศึกษา และออกมาเรียกร้อง...จะเลือกตั้ง ๆ อยู่เย้ว ๆ กลับมืดบอดหลงใหลเคลิบเคลิ้มไปว่า...สิ่งที่บรรดานักการเมือง และพรรคการเมืองที่อำนาจการตัดสินใจอยู่ที่คนคนเดียวนั้น...เป็นตัวแทน "ฝ่ายประชาธิปไตย" ที่พวกเขาถวิลหา ทั้งที่ความจริงเชิงประจักษ์ก็พิสูจน์เรื่องนี้มาหลายครั้งอย่างที่กล่าว และพวกเขาเอง (หมายถึงมวลชนเสื้อแดง และนักศึกษา-นักวิชาการ) ก็ถูกนายใหญ่ของพรรคหักหลังมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง...อย่าว่าแต่แกนนำแดงเบอร์ต้น ๆ บางคน...ก็ยังเคยโดนมาแล้ว

 

อ่าน  “บิ๊กตู่” รับทำทุกอย่างแล้ว แต่จนปัญญา ตามจับ “ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์” เหตุต่างชาติเงียบ เพราะหลักการ กฏหมายไม่เหมือนกัน


เรียบเรียงโดย

นายอารมณ์ เคนหล้า


Suggess News

Recommend News