"ไก่อู"เผย"บิ๊กตู่"ห่วงม็อบอดข้าวค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา-กระบี่ วอนอย่าใช้อารมณ์เหนือเหตุผล จะแก้ปัญหาไม่ได้

Publish 2018-02-14 14:39:58



14 ก.พ.61  พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  กล่าวถึงกรณีกลุ่มผู้ชุมนุมอดอาหาร คัดค้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าเทพา-กระบี่ ซึ่งปักหลักอยู่หน้าองค์การสหประชาชาติ ถนนราชดำเนิน ว่า รัฐบาลโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. เป็นห่วงประชาชนทุกกลุ่มโดยเฉพาะประชาชนที่มีผลได้เสียต่อเรื่องใดเรื่องหนึ่ง รัฐบาลไม่ได้บังคับว่าจะต้องสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน แต่ต้องการให้ทุกคนโดยเฉพาะผู้ชุมนุมเปิดใจรับฟังเสียงของคนอื่น ฟังเหตุผล แนวคิดทางวิทยาศาสตร์ โดยเราขอเวลาศึกษาให้รอบด้านก่อนได้หรือไม่ว่าพลังงานที่จะนำมาสร้างกระแสไฟฟ้าแต่ละชนิดนั้นมีผลกระทบอย่างไร  และจะสามารถลดผลกระทบนั้นได้อย่างไรบ้าง แต่หากตั้งเป้าคัดค้าน โดยไม่สนใจเหตุผล และข้อมูลทางวิชาการแล้วประเทศจะเดินหน้าได้อย่างไร

 



“พลังงานทุกประเทศในโลกมนุษย์นี้ มีหลักการคิดแบบเดียวกันคือ การจะผลิตไฟฟ้าจะต้องแยกพลังงานออกเป็น 2 ส่วน ประกอบด้วย พลังงานหมุนเวียน หรือพลังงานสะอาด เช่น แสงอาทิตย์ น้ำ ลม น้ำมันปาล์ม และพลังงานหลัก ได้แก่ น้ำมัน ก๊าซ ถ่านหิน นิวเคลียร์ ซึ่งมีสัดส่วน 70% แต่พลังงานหมุนเวียนมี 30% ที่ต้องกำหนดเช่นนี้เพราะโลกได้เปลี่ยนแปลง เช่น เมื่อปี 59 ที่ภาคใต้ฝนตกตั้งแต่ต้นเดือนธ.ค. ไปหยุดปลายม.ค. ปี 60 ถามว่าพลังงานหมุนเวียนจะสามารถผลิตไฟฟ้าได้ตรงกับความต้องการของประชาชน หรือขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้หรือไม่  ซึ่งไม่ได้แน่นอน”

พล.ท. สรรเสริญ กล่าวว่า สำหรับพลังงานหลัก ประเทศไทยได้ใช้ น้ำมัน และ ก๊าซ เป็นหลัก ส่วนนิวเคลียร์และถ่านหิน หลายส่วนอาจเห็นว่าเรายังไม่มีความพร้อม ซึ่งรัฐบาลก็ไม่ได้กำหนดว่าจะต้องใช้ถ่านหิน แต่ได้ให้ไปศึกษา เรื่องผลกระทบโดยเราพยายามชี้แจงว่า จะต้องมีอย่างอื่นมารองรับปัญหาด้านพลังงาน เพราะในวันข้างหน้าราคาน้ำมันสูงขึ้น ค่าไฟฟ้าก็จะต้องสูงขึ้นตาม ดังนั้นจึงต้องการให้สังคมมาร่วมกันศึกษา ถ้าดีก็ทำ ถ้าไม่ดีก็ไม่ต้องทำ แต่เราจะฝากชีวิตไว้กับน้ำมันและก๊าซก็ได้ ไม่เป็นไร แต่อยากให้มาศึกษาร่วมกัน



โฆษกรัฐบาล กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ เป็นห่วงผู้ชุมนุม โดยได้สั่งการเมื่อวันที่ 13 ก.พ. ที่ผ่านมาว่าให้ลงไปดูผู้ชุมนุมพร้อมอธิบายให้เกิดความเข้าใจ พร้อมกับทำความเข้าใจกับประชาชนว่าข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุม และสิ่งที่รัฐบาลต้องการศึกษานั้นยังไม่มีอะไร ทั้งที่ก่อนหน้านี้ก็มีการศึกษามาแล้ว แต่เมื่อผู้ชุมนุมเห็นว่าไม่มีส่วนร่วมด้วย และไม่เชื่อมั่นในความโปร่งใส เราจึงจัดให้มีการศึกษาใหม่ โดยนายกรัฐมนตรีย้ำว่าในกระบวนการทำอีไอเอ , อีเอชไอเอ ต้องโปร่งใส เพราะไม่มีอะไรในโลกที่เมื่อทำแล้วจะไม่เกิดผลกระทบ เพราะแค่เหยียบลงไปในสนามหญ้าก็มีผลกระทบ แต่สิ่งสำคัญคือจะแก้ไขปัญหาผลกระทบนั้นได้อย่างไร

“วันนี้เทคโนโลยีก้าวหน้าไปมาก อย่าเอาการอดอาหารมาทำให้สังคมเกิดความรู้สึกลังเล หรือขัดแย้ง เพราะการคุยกันด้วยเหตุและผลเท่านั้นที่จะทำให้ประเทศเดินไปได้ โดยต้องไม่ใช้อารมณ์”

เมื่อถามว่า รัฐบาลจะปล่อยให้ผู้ชุมนุมยังปักหลักกดดันอยู่ที่หน้ายูเอ็นเช่นเดิมหรือมีวิธีอื่นใด พล.ท.สรรเสริญ กล่าวว่า คงต้องชี้แจงทำความเข้าใจกันไป แล้วมีวิธีการอื่นหรือไม่เพราะถ้าจะให้ท่านกลับบ้านรัฐบาลก็ต้องรับปากว่าจะยกเลิกการศึกษา ถามว่าเป็นแนวทางที่คนส่วนใหญ่ของประเทศเห็นด้วยหรือไม่ และถ้าเอาอารมณ์อยู่เหนือเหตุผล เป็นตัวตั้ง เราจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาในประเทศนี้ได้เลย

 

 

 

 


เรียบเรียงโดย

นาตยา เอนกธนะเศรษฐ์